การเลี้ยงหมู ( หลุม )
ใน ปัจจุบันการเลี้ยงหมูบ้าน มีทั้งน้ำเสีย และขี้หมูทีส่งกลิ่นเหม็นกระจายไปทั่ว ส่งผลกระทบทำให้สิ่งแวดล้อมเลวลง เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ทนกลิ่นเหม็นไม่ไหวทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ ตลอด ซึ่งแต่เดิมเรานิยมเลี้ยงหมูไว้ประมาณ 1-2 ตัว เพื่อเอาไว้กินเศษอาหารที่เหลือจากครัวเรือน แล้วหาผักหญ้า ต้นกล้วย บอน มะละกอ เอามาเสริมทำให้ต้นทุนการผลิตไม่สูงเกินไป เป็นการเลี้ยงหมูแบบเก็บออมเงิน เป็นหมูออมสิน แต่ต่อมาวิวัฒนาการด้านอาหารสัตว์ ก้าวหน้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่นสามารถให้อาหารสำเร็จแก่ลูกหมูหย่านม เลี้ยงด้วยอาหาร 4-5 เดือน ก็สามารถทำน้ำหนักตัวได้ถึง 100 กก. แต่เมื่อคิดดูค่าอาหาร การจัดการและเทคโนโลยี แล้วเปรียบเทียบกับราคาขายในท้องตลาด ปรากฏว่า “ ขาดทุน ” ดังคำกล่าวที่ว่า “เลี้ยงหมูให้เจ๊ก” ทุนหาย กำไรหด หลายคนเลิกเลี้ยงกันแล้วหันไปประกอบอาชีพอื่นแทน
จากข้อความดังกล่าวข้างต้นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “ ทำไมเราไม่กลับไปเลี้ยงหมูแบบเดิม หรือการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติหละ ” แต่ก็มีเสียงบอกมาว่า “ มันใช้เวลานานและพวกต้นกล้วย บอน มะละกอ หรือพืชผักต่างๆ ที่เป็นอาหารให้หมูก็ไม่ค่อยมี ขี้หมูก็มีกลิ่นเหม็นโชยไปทั่ว ทำให้ไม่อยากเลี้ยง ” แต่จากการศึกษาพบว่าการเลี้ยงหมูแบบเกษตรธรรมชาติ (หมูหลุม) นอกจากจะให้กำไรงามแก่ผู้เลี้ยง เนื่องจากสามารถลดต้นทุนอาหารได้ถึง 70 % แล้วยังทำให้ภารกิจการเลี้ยงหมูของเกษตรกรเบาแรงลง ไม่ต้องกวาดพื้นคอกกำจัดขี้หมู ไม่มีกลิ่นขี้หมู ไม่เฉอะแฉะ และไม่มีแมลงวันตอม จนสามารถห่อข้าวไปกินในพื้นคอกหมูได้โดยไม่น่ารังเกียจอีกทั้งดินและขี้หมู ก็สามารถนำไปทำปุ๋ยขายได้อีก เขาทำกันอย่างไร...ไปดูกัน
โรงเรือน
ขนาด ของคอก กว้าง 3.6 เมตร x ยาว 8.1 เมตร ( ประมาณ 30 ตารางเมตร ) สำหรับเลี้ยงหมูได้ 25 ตัว (หมู 1 ตัว ใช้พื้นที่ประมาณ 1.2 ตารางเมตร) สำหรับขนาดของคอกสามารถยืดหยุ่นได้ตามพื้นที่ ลักษณะของคอกต้องมีลักษณะโปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ควรให้อากาศภายนอกเข้าไปในโรงเรือนมาก แล้วระบายออกไปทางด้านบน
พื้นคอก
1. ขุดดินออกให้บุกบงไปประมาณ 90 ซม. แล้วผสมวัสดุเหล่านี้ใส่แทนที่ ให้เต็ม เหมือนเดิมที่ขุดออกไป ได้แก่
1.1 ขี้เลื่อย หรือ แกลบหยาบ 100 ส่วน
1.2 ดินที่ขุดออก 10 ส่วน
1.3 เกลือ 0.3-0.5 ส่วน
เมื่อผสมแกลบ ดิน และเกลือแล้ว ให้ใช้จุลินทรีย์จากน้ำหมักพืช และจุลินทรีย์จากการ หมักนม ราดลงพื้นชั้นที่ 1 เมื่อความลึก 30 ซม. โรยดินชีวภาพเชื้อราขาวบาง ๆ และรดน้ำพอชุ่มแล้วทำเหมือนกันทุกชั้น ต่อไปโรยแกลบดิบปิดหน้าหนึ่งฝามือ แล้วปล่อยหมูลงไปได้เลย เมื่อปล่อยหมูลงไปได้สักพักแล้วก็ใช้จุลินทรีย์ 2 ช้อน ต่อ น้ำ 10 ลิตร พ่นลงพื้นคอกเป็นครั้งคราว เมื่อหมูขับถ่าย จุลินทรีย์นี้เองก็จะเป็นตัวย่อยสลายสิ่งปฏิกูลทั้งหลายลงดินไป เมื่อเลี้ยงหมูไปได้เท่านั้น แล้วก็ผสมพื้นคอกใหม่ใส่เข้าไปแทนที่เรานำไปทำปุ๋ย
พื้นคอกไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดไม่ต้องกวาด หมูจะขุดคุ้ย และมีความสุขอยู่กับการกินจุลินทรีย์ ในบรรยากาศที่สบายด้วยระบบถ่ายเทอากาศที่เป็นธรรมชาติ
การเลี้ยงดู
1. รางน้ำ และรางอาหาร ควรตั้งไว้คนละด้าน เพื่อให้หมูเดินไปมาเป็นการออกกำลังกายการให้อาหารให้เพียงวันละครั้ง
2. ให้พืชสีเขียว 1 ใน 3 ของอาหารที่ให้ เช่น หญ้าสด ต้นกล้วย มะละกอ มันเทศ หรือ วัชพืชที่หมูชอบ
3. อาหารจากตลาดใช้เพียง 30 ส่วน
4. เชื้อราขาวใบไผ่ + ดิน + รำข้าว คลุกผสมไว้ 4-5 วัน เอาอาหารจากตลาดผสมอย่างละครึ่งหมักรวมกันก่อน 24 ชั่วโมง แล้วจึงนำไปให้หมูกิน หากมีความสามารถหาหอยเชอรี่ นำมาบดผสมลงไปก็จะลดต้นทุนมาก ไม่จำเป็นต้องซื้ออาหารจากตลาด ส่วนพืชสีเขียวนำมาสับให้กินเป็นอาหารเสริม
5. น้ำดื่ม การผสมน้ำดื่มสำหรับหมู จะใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ผสมกันดังนี้
5.1 หัวเชื้อจุลินทรีย์ผัก หรือผลไม้ 2 ช้อน
5.2 น้ำฮอร์โมนสมุนไพร 1 ช้อน ( เหล้าดองยา )
5.3 นมเปรี้ยว 3 ช้อน
5.4 น้ำสะอาด 10 ลิตร
ผสมให้ดื่มเป็นประจำ หากพื้นคอกแน่น หรือแข็ง ก็ใช้น้ำหมักดังกล่าวพ่น หรือราดจะทำให้พื้นคอกมีกลิ่นหอมจูงใจให้หมูขุดคุ้ย และยังทำให้พื้นคอกร่วนโปร่ง มีอากาศถ่ายเท และ เกิดจุลินทรีย์มากมาย
วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
เศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็น ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนิน ชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็น ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนิน ชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
เศรษฐกิจพอเพียง
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็น ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนิน ชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็น ปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนิน ชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ
เศรษฐกิจพอเพียงกับทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของ ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดย ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียรและความอดทน สติและปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบ แนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม
ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบก้าวหน้า ได้ดั้งนี้
ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหา ความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ
กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกัน สร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำ ให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิ ปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกัน ด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด
เศรษฐกิจพอเพียงและแนวทางปฏิบัติของ ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการพัฒนาที่นำไปสู่ความสามารถในการพึ่งตนเอง ในระดับต่าง ๆ อย่างเป็นขั้นตอน โดย ลดความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันแปรของธรรมชาติ หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยต่าง ๆ โดยอาศัยความพอประมาณและความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี มีความรู้ ความเพียรและความอดทน สติและปัญญา การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และความสามัคคี
เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายกว้างกว่าทฤษฎีใหม่โดยที่เศรษฐกิจพอเพียงเป็นกรอบ แนวคิดที่ชี้บอกหลักการและแนวทางปฏิบัติของทฤษฎีใหม่ในขณะที่ แนวพระราชดำริเกี่ยวกับทฤษฎีใหม่หรือเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาภาคเกษตรอย่างเป็นขั้นตอนนั้น เป็นตัวอย่างการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงในทางปฏิบัติ ที่เป็นรูปธรรมเฉพาะในพื้นที่ที่เหมาะสม
ทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ อาจเปรียบเทียบกับหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีอยู่ 2 แบบ คือ แบบพื้นฐานกับแบบก้าวหน้า ได้ดั้งนี้
ความพอเพียงในระดับบุคคลและครอบครัวโดยเฉพาะเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบพื้นฐาน เทียบได้กับทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่มุ่งแก้ปัญหาของเกษตรกรที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ ต้องพึ่งน้ำฝนและประสบความเสี่ยงจากการที่น้ำไม่พอเพียง แม้กระทั่งสำหรับการปลูกข้าวเพื่อบริโภค และมีข้อสมมติว่า มีที่ดินพอเพียงในการขุดบ่อเพื่อแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าวจากการแก้ปัญหา ความเสี่ยงเรื่องน้ำ จะทำให้เกษตรกรสามารถมีข้าวเพื่อการบริโภคยังชีพในระดับหนึ่งได้ และใช้ที่ดินส่วนอื่น ๆ สนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัว รวมทั้งขายในส่วนที่เหลือเพื่อมีรายได้ที่จะใช้เป็นค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ไม่สามารถผลิตเองได้ ทั้งหมดนี้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวให้เกิดขึ้นในระดับครอบครัว
อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่ง ในทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ก็จำเป็นที่เกษตรกรจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนราชการ มูลนิธิ และภาคเอกชน ตามความเหมาะสม
ความพอเพียงในระดับชุมชนและระดับองค์กรเป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 เป็นเรื่องของการสนับสนุนให้เกษตรกรรวมพลังกันในรูปกลุ่มหรือสหกรณ์ หรือการที่ธุรกิจต่าง ๆ รวมตัวกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ
กล่าวคือ เมื่อสมาชิกในแต่ละครอบครัวหรือองค์กรต่าง ๆ มีความพอเพียงขั้นพื้นฐานเป็นเบื้องต้นแล้วก็จะรวมกลุ่มกันเพื่อร่วมมือกัน สร้างประโยชน์ให้แก่กลุ่มและส่วนรวมบนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามกำลังและความสามารถของตนซึ่งจะสามารถทำ ให้ ชุมชนโดยรวมหรือเครือข่ายวิสาหกิจนั้น ๆ เกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติอย่างแท้จริง
ความพอเพียงในระดับประเทศ เป็นเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า ซึ่งครอบคลุมทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 ซึ่งส่งเสริมให้ชุมชนหรือเครือข่ายวิสาหกิจสร้างความร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ในประเทศ เช่น บริษัทขนาดใหญ่ ธนาคาร สถาบันวิจัย เป็นต้น
การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในลักษณะเช่นนี้จะเป็นประโยชน์ในการสืบทอดภูมิ ปัญญา แลกเปลี่ยนความรู้ เทคโนโลยี และบทเรียนจากการพัฒนา หรือร่วมมือกันพัฒนา ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ประเทศอันเป็นสังคมใหญ่อันประกอบด้วยชุมชน องค์กร และธุรกิจต่าง ๆ ที่ดำเนินชีวิตอย่างพอเพียงกลายเป็นเครือข่ายชุมชนพอเพียงที่เชื่อมโยงกัน ด้วยหลัก ไม่เบียดเบียน แบ่งปัน และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ในที่สุด
หลักแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
• กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดย มีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สมารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อ ความมั่นคง และ ความยั่งยืน ของการพัฒนา
• คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
• คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้
• ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
• ความมีเหตุผล หมาย ถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึง ถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
• การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมาย ถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
• เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
• เงื่อนไขความรู้ ประกอบ ด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
• เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
• แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จาก การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
การพัฒนาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพัฒนาที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลางและความไม่ประมาท โดยคำนึงถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช้ความรู้ความรอบคอบ และคุณธรรม ประกอบการวางแผน การตัดสินใจและการกระทำ
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มีหลักพิจารณาอยู่ 5 ส่วน ดังนี้
• กรอบแนวคิด เป็นปรัชญาที่ชี้แนะแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนในทางที่ ควรจะเป็น โดย มีพื้นฐานมาจากวิถีชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สมารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลา และเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา มุ่งเน้นการรอดพ้นจากภัย และวิกฤต เพื่อ ความมั่นคง และ ความยั่งยืน ของการพัฒนา
• คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับ โดยเน้นการปฏิบัติบนทางสายกลาง และการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน
• คำนิยาม ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย 3 คุณลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้
• ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ
• ความมีเหตุผล หมาย ถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึง ถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ
• การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมาย ถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
• เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน กล่าวคือ
• เงื่อนไขความรู้ ประกอบ ด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ความรอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
• เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้างประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต
• แนวทางปฏิบัติ/ผลที่คาดว่าจะได้รับ จาก การนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ คือ การพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และเทคโนโลยี
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
การไปfild tripที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การไปfild tripที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในวันที่ี่๘ได็ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต.แม่สาอ.แม่ริม.เชียงใหม่พอไปถึงพี่
วิทยากรก็พาไปเปิดพิธีการเข้าค่ายพักแรมพอเปิดพธีเสร็จพีี่วิทยากรก็พาไป
ฝึกการเดินให้เป็นระเบียบพอฝึกเสร็จก็รับประทานอาหารแล้วก็ไปศึกษาทฤษฎีใหม่ที่อาคารจัดนิทรรศการตามแนวพระราชดำริและก็ได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ไปศึกษาการเพาะเห็ดและการเลี้ยงหมูหลุมพพวกผมก็ไปอาบน้ำแล้วไปรับประทานอาหารพอรับประทานอาหารเสร็จพี่วิทยากรก็บอกว่าตอน๓ทุ่มให้มาทำกิจกรรมที่อาคารอเนกประสงค์พอพี่วิทยากรพูเสร็จพวกผมก็ไปเตรียมตัวที่จะไปทำกิจกรรมพอเตรียมตัวเสร็จผมก็ไปทำกิจกรรมแล้วก็เข้านอนพอตอนเช้าผมก็ไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ไปศึกษาการปั่นดินและทำกระดาษสาแล้วก็ไปไถนาและปลูกข้าวแล้วก็ไปรับประทานอาหารและพี่วิทยากรก็บอกให้ไปเก็บกระเป๋าแล้วพวกผมก็ไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเข้าฐานแต่ละฐานแล้วก็อาบน้ำแล้วก็ทำพิธีปิดการเข้าค่ายพักแรมแล้วก็กลับบ้าน
ในวันที่ี่๘ได็ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต.แม่สาอ.แม่ริม.เชียงใหม่พอไปถึงพี่
วิทยากรก็พาไปเปิดพิธีการเข้าค่ายพักแรมพอเปิดพธีเสร็จพีี่วิทยากรก็พาไป
ฝึกการเดินให้เป็นระเบียบพอฝึกเสร็จก็รับประทานอาหารแล้วก็ไปศึกษาทฤษฎีใหม่ที่อาคารจัดนิทรรศการตามแนวพระราชดำริและก็ได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ไปศึกษาการเพาะเห็ดและการเลี้ยงหมูหลุมพพวกผมก็ไปอาบน้ำแล้วไปรับประทานอาหารพอรับประทานอาหารเสร็จพี่วิทยากรก็บอกว่าตอน๓ทุ่มให้มาทำกิจกรรมที่อาคารอเนกประสงค์พอพี่วิทยากรพูเสร็จพวกผมก็ไปเตรียมตัวที่จะไปทำกิจกรรมพอเตรียมตัวเสร็จผมก็ไปทำกิจกรรมแล้วก็เข้านอนพอตอนเช้าผมก็ไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ไปศึกษาการปั่นดินและทำกระดาษสาแล้วก็ไปไถนาและปลูกข้าวแล้วก็ไปรับประทานอาหารและพี่วิทยากรก็บอกให้ไปเก็บกระเป๋าแล้วพวกผมก็ไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเข้าฐานแต่ละฐานแล้วก็อาบน้ำแล้วก็ทำพิธีปิดการเข้าค่ายพักแรมแล้วก็กลับบ้าน
การไปfild tripที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
การไปfild tripที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในวันที่ี่๘ได็ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต.แม่สาอ.แม่ริม.เชียงใหม่พอไปถึงพี่
วิทยากรก็พาไปเปิดพิธีการเข้าค่ายพักแรมพอเปิดพธีเสร็จพีี่วิทยากรก็พาไป
ฝึกการเดินให้เป็นระเบียบพอฝึกเสร็จก็รับประทานอาหารแล้วก็ไปศึกษาทฤษฎีใหม่ที่อาคารจัดนิทรรศการตามแนวพระราชดำริและก็ได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ไปศึกษาการเพาะเห็ดและการเลี้ยงหมูหลุมพพวกผมก็ไปอาบน้ำแล้วไปรับประทานอาหารพอรับประทานอาหารเสร็จพี่วิทยากรก็บอกว่าตอน๓ทุ่มให้มาทำกิจกรรมที่อาคารอเนกประสงค์พอพี่วิทยากรพูเสร็จพวกผมก็ไปเตรียมตัวที่จะไปทำกิจกรรมพอเตรียมตัวเสร็จผมก็ไปทำกิจกรรมแล้วก็เข้านอนพอตอนเช้าผมก็ไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ไปศึกษาการปั่นดินและทำกระดาษสาแล้วก็ไปไถนาและปลูกข้าวแล้วก็ไปรับประทานอาหารและพี่วิทยากรก็บอกให้ไปเก็บกระเป๋าแล้วพวกผมก็ไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเข้าฐานแต่ละฐานแล้วก็อาบน้ำแล้วก็ทำพิธีปิดการเข้าค่ายพักแรมแล้วก็กลับบ้าน
ในวันที่ี่๘ได็ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต.แม่สาอ.แม่ริม.เชียงใหม่พอไปถึงพี่
วิทยากรก็พาไปเปิดพิธีการเข้าค่ายพักแรมพอเปิดพธีเสร็จพีี่วิทยากรก็พาไป
ฝึกการเดินให้เป็นระเบียบพอฝึกเสร็จก็รับประทานอาหารแล้วก็ไปศึกษาทฤษฎีใหม่ที่อาคารจัดนิทรรศการตามแนวพระราชดำริและก็ได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ไปศึกษาการเพาะเห็ดและการเลี้ยงหมูหลุมพพวกผมก็ไปอาบน้ำแล้วไปรับประทานอาหารพอรับประทานอาหารเสร็จพี่วิทยากรก็บอกว่าตอน๓ทุ่มให้มาทำกิจกรรมที่อาคารอเนกประสงค์พอพี่วิทยากรพูเสร็จพวกผมก็ไปเตรียมตัวที่จะไปทำกิจกรรมพอเตรียมตัวเสร็จผมก็ไปทำกิจกรรมแล้วก็เข้านอนพอตอนเช้าผมก็ไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ไปศึกษาการปั่นดินและทำกระดาษสาแล้วก็ไปไถนาและปลูกข้าวแล้วก็ไปรับประทานอาหารและพี่วิทยากรก็บอกให้ไปเก็บกระเป๋าแล้วพวกผมก็ไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเข้าฐานแต่ละฐานแล้วก็อาบน้ำแล้วก็ทำพิธีปิดการเข้าค่ายพักแรมแล้วก็กลับบ้าน
เศรษฐกิจพอเพียง
การไปfild tripที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ในวันที่ี่๘ได็ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต.แม่สาอ.แม่ริม.เชียงใหม่พอไปถึงพี่
วิทยากรก็พาไปเปิดพิธีการเข้าค่ายพักแรมพอเปิดพธีเสร็จพีี่วิทยากรก็พาไป
ฝึกการเดินให้เป็นระเบียบพอฝึกเสร็จก็รับประทานอาหารแล้วก็ไปศึกษาทฤษฎีใหม่ที่อาคารจัดนิทรรศการตามแนวพระราชดำริและก็ได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ไปศึกษาการเพาะเห็ดและการเลี้ยงหมูหลุมพพวกผมก็ไปอาบน้ำแล้วไปรับประทานอาหารพอรับประทานอาหารเสร็จพี่วิทยากรก็บอกว่าตอน๓ทุ่มให้มาทำกิจกรรมที่อาคารอเนกประสงค์พอพี่วิทยากรพูเสร็จพวกผมก็ไปเตรียมตัวที่จะไปทำกิจกรรมพอเตรียมตัวเสร็จผมก็ไปทำกิจกรรมแล้วก็เข้านอนพอตอนเช้าผมก็ไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ไปศึกษาการปั่นดินและทำกระดาษสาแล้วก็ไปไถนาและปลูกข้าวแล้วก็ไปรับประทานอาหารและพี่วิทยากรก็บอกให้ไปเก็บกระเป๋าแล้วพวกผมก็ไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเข้าฐานแต่ละฐานแล้วก็อาบน้ำแล้วก็ทำพิธีปิดการเข้าค่ายพักแรมแล้วก็กลับบ้าน
ในวันที่ี่๘ได็ไปศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ศูนย์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต.แม่สาอ.แม่ริม.เชียงใหม่พอไปถึงพี่
วิทยากรก็พาไปเปิดพิธีการเข้าค่ายพักแรมพอเปิดพธีเสร็จพีี่วิทยากรก็พาไป
ฝึกการเดินให้เป็นระเบียบพอฝึกเสร็จก็รับประทานอาหารแล้วก็ไปศึกษาทฤษฎีใหม่ที่อาคารจัดนิทรรศการตามแนวพระราชดำริและก็ได้ดูวีดีทัศน์แล้วก็ไปศึกษาการเพาะเห็ดและการเลี้ยงหมูหลุมพพวกผมก็ไปอาบน้ำแล้วไปรับประทานอาหารพอรับประทานอาหารเสร็จพี่วิทยากรก็บอกว่าตอน๓ทุ่มให้มาทำกิจกรรมที่อาคารอเนกประสงค์พอพี่วิทยากรพูเสร็จพวกผมก็ไปเตรียมตัวที่จะไปทำกิจกรรมพอเตรียมตัวเสร็จผมก็ไปทำกิจกรรมแล้วก็เข้านอนพอตอนเช้าผมก็ไปออกกำลังกายตอนเช้าแล้วก็ไปรับประทานอาหารเช้าแล้วก็ไปศึกษาการปั่นดินและทำกระดาษสาแล้วก็ไปไถนาและปลูกข้าวแล้วก็ไปรับประทานอาหารและพี่วิทยากรก็บอกให้ไปเก็บกระเป๋าแล้วพวกผมก็ไปเก็บกระเป๋าแล้วก็ไปเข้าฐานแต่ละฐานแล้วก็อาบน้ำแล้วก็ทำพิธีปิดการเข้าค่ายพักแรมแล้วก็กลับบ้าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)